เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๔ มิ.ย. ๒๕๕๙

 

เทศน์เช้า วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เขาเตรียมตัวทำบุญกุศลกัน วันพระก็ไปวัดไปวา ไปวัดไปวาเพราะเป็นชาวพุทธไง ชาวพุทธเขาต้องมีพื้นฐาน ลัทธิศาสนาอื่นเขามีกิจกรรมของเขา เวลาพระพุทธศาสนา แล้ววันพระ วันโกน เราไปวัดไปวาของเรา ไปวัดไปวาเพื่อทำบุญกุศลของเรา บุญกุศลไง

เวลาเราเกิดมา เกิดมาจากบุญนะ คนเกิดมาจากไหน ก็เกิดจากพ่อจากแม่ เกิดจากบุญและกรรมของตน ถ้าเกิดจากบุญและกรรมของตน อยู่ที่การกระทำไง พระพุทธศาสนาเวลาละเอียดลึกซึ้งไปแล้ว ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปถึงความรู้สึกอันนั้น ถึงหัวใจอันนั้น ถ้าหัวใจอันนั้นมันเป็นความทุกข์ความยาก มันจะทุกข์จะยากจากหัวใจอันนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมีความสุข จะสุขจากหัวใจดวงนั้น

หัวใจเวลาจะทุกข์จะยาก เราไม่ต้องถามหากันเลย ทุกหัวใจเกิดมาทุกข์ยากทั้งนั้น แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระอรหันต์นะ เวลาเทศนาว่าการยสะ เห็นไหม

“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ “ยสะมานี่ ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย”

ถ้าไม่เดือดร้อนไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อนวุ่นวายที่ไหน มันไม่เดือดร้อนไม่วุ่นวายในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการให้ยสะมีดวงตาเห็นธรรม มีดวงตาเห็นธรรม เวลาเทศนาว่าการต่อไป ยสะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เวลาเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา สิ่งที่เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาเป็นในหัวใจนั้น ถ้าเป็นในหัวใจนั้น เราชาวพุทธไง เวลาชาวพุทธถึงเวลาสิ้นกิเลสไป เราคิดว่ามันสุดความสามารถของมนุษย์ไง

เวลาครูบาอาจารย์ของเรามันก็เหมือนเรานี่แหละ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็เกิดจากลูกชาวนา ลูกของคนชายขอบของสังคม เวลาของท่าน ท่านขวนขวายของท่าน เวลาท่านมาบวชของท่านเพื่อจะประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านสิ้นกิเลสของท่านไป นั่นเป็นใครล่ะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นคนไหม ครูบาอาจารย์ของเราเป็นคนหรือเปล่า เราก็เป็นคน ถ้าเป็นคน เราพูดถึงเวลาสิ้นสุดแห่งทุกข์มันสุดเอื้อม มันไกลเอื้อมของเราจนเกินไป

เวลาเรามีความทุกข์หรือไม่ เรามีความทุกข์ของเรา เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วยเขาไปโรงพยาบาล เขาไปรักษาของเขา นี่ก็เหมือนกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เรามีธรรมโอสถๆ ไง เวลาไปวัดไปวา ไปฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อสะกิดใจของตนไง ถ้าเรายังหาความเจ็บไข้ได้ป่วยของเราไม่เจอ ฟังธรรมๆ สะกิดในหัวใจของเราว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วยนะ เราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนะ เรายังต้องมีการรักษา ถ้ารักษา เราไปวัดไปวาเพื่อทำบุญกุศล

เวลาทำบุญกุศลนะ เวลาทำบุญกุศลของเรา เวลาเริ่มต้นจะประพฤติปฏิบัติก็ต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ถ้าคนจะมีศีลๆ ถ้าคนจะมีศีล เวลาประพฤติปฏิบัติ คนทำบุญกุศลมหาศาลเลย หลวงตาท่านบอกว่าคนจะพ้นจากทุกข์ คนเราจะมีคุณงามความดี ต้องฝึกหัดปฏิบัติตน เวลานั่งสมาธิภาวนาให้เกิดสติปัญญา

เวลาคนเราขึ้นมาอยากจะเป็นคนฉลาด อยากจะเป็นคนมีความรู้สึกนึกคิดดีๆ แต่มันโง่อย่างนั้นมันจะเอาความคิดมาจากไหนล่ะ เพราะโง่ มันถึงเอาชนะตัวเองไม่ได้ไง ถ้ามันฉลาด ฉลาดมันต้องมีสติปัญญาเท่าทันตัวเองสิ

เราทำบุญกุศลทำเพื่อใคร ก็ทำเพื่อเรา อาบเหงื่อต่างน้ำมา หามาเพื่อเราๆ แล้วเราสละออกไปเพื่อใครล่ะ ก็เพื่อหัวใจดวงนี้ที่มันหามาเป็นของมัน แล้วมันเสียสละของมันไป ของที่เป็นวัตถุนี้มันก็จะเป็นทิพย์ของมันในหัวใจของเราใช่ไหม ถ้ามันเป็นทิพย์ขึ้นมา เวลาเราจะฉลาดขึ้นมา เราก็ต้องหัดภาวนา จะทำทานก็ต้องมีสติมีปัญญานะ ถ้าถือศีลก็ต้องมีสติมีปัญญาของเรา ยิ่งจะภาวนา ถ้าคนเรามันโง่ๆ พุทโธไม่ได้หรอก ขนาดของเป็นวัตถุมันยังสละไม่เป็น ของที่เป็นของมันยังทำทานไม่ได้ แล้วมันจะสละอารมณ์ของมันได้อย่างไรล่ะถ้ามันไปตระหนี่ในอารมณ์ของมัน

ถึงบอกว่า เวลาทำบุญกุศลของเราไม่ต้องว่าต้องขวนขวาย ต้องแสวงหามา เราถึงทำบุญกุศลของเราได้

ทำบุญกุศลของเรา นั่งลง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แต่ความจะหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธได้ มันต้องมีสติมีปัญญาของมัน ถ้าไม่มีสติปัญญาของมัน มันจะไขว่คว้าอะไรล่ะ มันเป็นนามธรรม จับต้องสิ่งใดไม่ได้เลย ถ้าจับต้องสิ่งใดไม่ได้ มันก็ต้องแสวงหา ทำบุญกุศลก่อนๆ ให้จิตใจมันเป็นสาธารณะ ให้จิตใจมันได้สำนึกตัวของมัน ถ้ามันสำนึกตัวของมัน มันจะทำคุณงามความดี มันก็มีโอกาสของมัน ถ้าจะถือศีลๆ ศีลมันต้องสะอาดบริสุทธิ์ไง

ถ้าศีลมันสะอาดบริสุทธิ์ เวลาจะทำของเราขึ้นมา ถ้าเวลากิเลสมันยุมันแหย่ นู่นก็ผิด นี่ก็ผิด นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ เวลามีศีลนี่ปกติของใจ มันจะไม่ได้อย่างไรล่ะ ก็ไม่ทำอะไรเลย ก็รักษาของเราอยู่อย่างนี้ มันไม่ทุศีลไง คนเราจะทำคุณงามความดีก็ทำคุณงามความดีเพื่อเรานะ พระพุทธศาสนาสอน สอนมาที่นี่ไง ถ้าไม่ทุศีล ไม่ทำลายศีลของตน มันจะไม่มีความเดือดร้อนไง

สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา ผู้ที่มีศีลมีธรรมเขาจะมีโภคทรัพย์ โภคทรัพย์เพราะอะไรล่ะ เพราะเราไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เรามีทานของเรา เรามีสติปัญญาของเรา เราหาของเรามา เราจะใช้จ่ายของเราอย่างไร เราต้องสมควรกับที่เราหามา แล้วพอหามาแล้วถ้ามันเหลือนะ ที่เราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสิ่งต่างๆ ออกไป เราไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ เหลือๆๆ

สีเลน โภคสมฺปทา มันจะเกิดโภคทรัพย์

สีเลน สุคตึ ยนฺติ ศีลมันจะมีความสุข ความสงบ ความระงับไง

ถ้ามันอยู่ในศีลในธรรม มันจะมีความสุข ความสงบ ความระงับของมัน ถ้ามันทุศีลของมัน มันก็หาแต่ความเดือดร้อนของมัน ไปกว้านเอามา ไปกว้านเอาแต่ความเดือดร้อนมาใส่ตน แล้วยังปฏิญาณตนว่ามีศีลนะ ยังจะให้ศีลคนอื่นอีก ถ้ามันทำลายตัวมันเองด้วยสติด้วยปัญญาของมัน แล้วมันจะเป็นอย่างไร

ถ้าคนเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ายังโกหกมดเท็จอยู่ มันจะทำความชั่วอย่างอื่นไม่ได้ไม่มี ทำได้ทั้งนั้น ถ้ามันลองชั่วของมัน มันชั่วในใจของมันแล้วมันทำอะไรของมันก็ได้

แต่ถ้ามันมีคุณธรรมในหัวใจของมัน มีคุณธรรมในใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนที่นี่ มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง แต่ถ้ามันมีศีลมีธรรม มันคิดอะไร

นี่ไง มโนกรรมๆ ดูสิ เวลาเราว่าเราจะทำบุญกุศลๆ สิ่งใดเราก็ทำไม่ได้ เราเป็นคนทุกข์คนจน เราหาสิ่งใดมาเราต้องมาทำบุญกุศลของเรา เราจะทุกข์เราจะยากของเรา เราจะลำบากของเรา นี่มโนกรรมๆ ถ้ามีสติมีปัญญาตรงนั้นเข้าไป มันต้องไปลงทุนลงแรงที่ไหน มันมาจากไหนล่ะ ความรู้สึกเรามันมาจากไหน

ปฏิสนธิจิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันอยู่กับเรา มันมากับเรามาตั้งแต่ต้น มันอยู่กับเรา มันมากับเราตั้งแต่ดั้งเดิม มันมีกับเรา มันอยู่กับเรามาตั้งแต่ยังไม่เกิด ยังไม่เกิด เพราะว่ามันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีอยู่กับเรามาอย่างนั้นน่ะ มันถึงเป็นจริตเป็นนิสัยไง

แล้วด้วยบุญกุศลของเราถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ พอเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาแล้วมันก็ยังมีกับเราอยู่นั่น แล้วมีอยู่กับเราแล้ว ตื่นขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ศักยภาพของมนุษย์เที่ยวระรานเขาไปทั่วว่าตัวเองเก่ง ตัวเองสุดยอด ระรานเขาไปหมด ระรานก็ไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตนเองไง นั่นสร้างเวรสร้างกรรมทั้งนั้นนั่น

แต่ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา ความรู้สึกมันอยู่กับเราตั้งแต่ต้น ปฏิสนธิจิต เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ มันกำเนิดมาตลอด แล้วเรามีสติมีปัญญา เราศึกษาพระพุทธศาสนา ตั้งแต่เกิดมา คนเราเป็นญาติกันโดยธรรม เกิดเป็นมนุษย์เสมอกัน มีปากและมีท้องเท่ากัน ต่างกันด้วยเวรด้วยกรรม ต่างกันด้วยความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิดอันนั้นมันแตกต่างกัน

ถ้าความรู้สึกนึกคิดที่ดีๆ ดูสิ คนที่มีบารมีๆ บารมีมาจากไหนล่ะ มาจากเขาสร้างมาทั้งนั้นน่ะ คนเราร่ำรวยมหาศาลเลย แต่ไม่มีบารมี เหี่ยวแห้งอยู่คนเดียวนั่นน่ะ คนที่มีบารมี คนทุกข์คนจน ทุกคนก็นับหน้าถือตาเขา เพราะเขาเป็นคนดี เขาเป็นคนดี ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้เขา เพราะเข้าใกล้เขาแล้วมันอบอุ่น นี่คนมีบารมี แล้วบารมีมันมาจากไหนล่ะ บารมีมันมาจากไหน ถ้ามันไม่ได้มาจากการกระทำอันนั้น จิตใจของเขาต้องเป็นธรรม ไปที่ไหนมีแต่คนไว้เนื้อเชื่อใจทั้งนั้นเลย ไปที่ไหนมีแต่คนอบอุ่นทั้งนั้นเลย นี่เขามีบารมีของเขา แล้วบารมีมันมาจากไหนล่ะ

นี่ไง เราเกิดเป็นมนุษย์ๆ เกิดมาแล้วเราเป็นญาติกันโดยธรรม มีปากมีท้องเท่ากัน มีความเสมอกัน แต่หัวใจมันแตกต่างกันไง ถ้าหัวใจมันแตกต่างกัน ความรู้สึกนึกคิดของเรา นี่ไง มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เราไม่เป็นอย่างนั้น เราเป็นสัตว์มนุษย์ สัตว์ประเสริฐ ซื่อสัตย์ มีสัจจะ แล้วพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น เรามีสติปัญญากับเรา เรามีปัญญารู้เท่าทันของเรา เราจะมีศีลมีธรรมโดยความสะอาดบริสุทธิ์ไง

สีเลน โภคสมฺปทา มีโภคทรัพย์เพราะเราไม่ใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย

มี สุคตึ ยนฺติ เรามีความสุข ความสงบ ความระงับเพราะเรามีศีลมีธรรมในใจของเรา

นี่ไง นี่ก็เหมือนกัน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ถ้าเราฝึกหัด เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันก็จะเป็นสมบัติของเรา แล้วเราปฏิบัติขึ้นมา เรามีคุณธรรมขึ้นมาในหัวใจขึ้นมา ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจขึ้นมา มันมาจากไหนล่ะ

ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล นี่พูดถึงศาสนานะ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้เข้ามาที่ใจเลย ใจของใครไม่มีมรรค มัคโคคือทางอันเอก ใจของใครไม่มีศีล สมาธิ ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมา ไม่มีภาวนามยปัญญา ปัญญาที่จะสำรอกจะคายกิเลส ปัญญาที่จะชำระกิเลส ถ้าไม่มีการกระทำ ไม่มีผล ผลไม่มี

ผลมันมีมันต้องมีจากเหตุ มีจากการกระทำอันนั้น แล้วมาจากเหตุ มาจากการกระทำอันนั้น ดูสิ ไม้มันคด ดูสิ ช่างไม้เขาถากเขาถางมา ไม้จะคด เราถากให้มันตรงเพื่อให้เป็นประโยชน์ ไม้คดมันใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาพยายามจะถากจะถางให้มันตรง จิตใจของเรามันเร่ร่อนมาตลอด จิตใจของคน ไม่ต้องมาโกหก ในสโมสรสันนิบาตทุกดวงใจว้าเหว่

ในการเกิดทุกคนมีอวิชชา ในการเกิดทุกคนมีกิเลส เพราะกิเลสนี้มันพาเกิด คนที่เกิดขึ้นมาทุกคนมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งนั้น ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น แล้วมีศรัทธามีความเชื่อมาฝึกหัดมาประพฤติปฏิบัติของเรานี่ไง นี่ไง ไม้มันคดๆ นี่ไง ด้วยศีลด้วยธรรมจะถากจะถางมันไง ถ้ามันถากมันถางแล้ว จากสัตว์ประหลาดมันก็เป็นสัตว์ประเสริฐไง จากสัตว์ประเสริฐมันก็มีคุณธรรมในใจมันขึ้นมาไง

ถ้ามันมี นี่ไง ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล หัวใจดวงใดไม่มีการประพฤติปฏิบัติ หัวใจดวงใดไม่มีการกระทำ หัวใจดวงนั้นไม่รู้จักมรรคจักผลหรอก ได้แต่เป็นประเพณีวัฒนธรรม แล้วตาบอดก็จูงคนตาบอดกันไง หัวหน้ามันบอด มันจูงเดินกันเป็นแถวเลย ไอ้ข้างหลังก็เดินตามมันไปเลย นี่ไง ก็นึกว่าคนตาบอดมันจะจูงไปที่ทางถูกไง นี่มันไม่มีมรรคไม่มีผล มันไม่มีเหตุ ไม่มีการกระทำไง

แต่ถ้ามันมีการกระทำ มันกระจ่างแจ้งในหัวใจ มันต้องมีใครจูงล่ะ ก็สัจธรรมไง ธรรมะจัดสรร ธรรมะมันเกิดขึ้น ธรรมะมันเบ่งบานในหัวใจไง ถ้าธรรมมันเบ่งบานในหัวใจ มันสว่างโพลงกลางหัวใจ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ ท่านเล็งญาณ พุทธกิจ ๕ เช้าเล็งญาณแล้ว ใครมีโอกาสบ้าง จิตใจของเขาที่ควรแก่การได้คุณธรรม

การได้คุณธรรม หลวงตาท่านเปรียบเทียบเหมือนวัวอยู่ในคอก ตัวใดอยู่ที่ปากประตู ถ้าใครเปิด ตัวนั้นจะออกก่อน จิตใจของคนที่มันพร้อมเหมือนวัวในคอก มันออกไม่ได้หรอก เพราะมันโดนปิดกั้นไว้โดยอวิชชา มันออกจากคอกนั้นไม่ได้ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณเลย จิตใจของใครที่มันพร้อม แล้วอายุขัยมันจะสั้น ท่านจะไปโปรดสัตว์ๆ ไปเปิดคอก ไปเปิดคอก ปล่อยไอ้วัวตัวนั้นออกมา ปล่อยไอ้วัวตัวนั้นออกมา

ไอ้วัวตัวที่อยู่ในคอก โดยอวิชชามันปิดบังไว้ ไอ้ที่ทิฏฐิมานะว่าฉันเป็นคนดี ฉันไม่ต้องไปวัด อู๋ย! ฉันเป็นคนมั่งมีศรีสุข ฉันเป็นคนดี...มันตายเปล่า ตายไปแล้วมันไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าสุสานอีกต่างหาก มันตายเปล่าเพราะมันไม่ทำอะไรของมัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปโปรดสัตว์อย่างนั้นน่ะ ไปโปรดสัตว์ให้เขาสำนึกไง “โตเทยยพราหมณ์ เธอเป็นพราหมณ์เธอก็ตระหนี่ ไปเกิดเป็นหมามาเฝ้าอยู่ก็ยังตระหนี่ โตเทยยพราหมณ์ๆ เธอยังตระหนี่” ไปชี้ ไปเปิดคอกๆ เปิดคอกให้ใจดวงนั้นมันออกมาไง ถ้าใจดวงนั้นมันออกมา มันเป็นประโยชน์อย่างนั้นไง

ถ้าผู้มีคุณธรรมในหัวใจ ผู้มีคุณธรรมในหัวใจเดินจงกรม เดินจงกรมอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติอย่างนั้น ไอ้เรามันคนทุกข์คนยาก คนเจ็บไข้ได้ป่วย ครูบาอาจารย์ท่านวิหารธรรม จิตใจของท่านประเสริฐ จิตใจของท่านพ้นจากทุกข์ไปแล้ว ท่านก็ประพฤติปฏิบัติขึ้นไปเพื่อวิหารธรรมในใจของท่าน เห็นไหม นี่ความสุขๆ

จิตใจที่เกิดมามันทุกข์มันยาก เจ้าชายสิทธัตถะเวลาจะออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ละล้าละลังๆ คนละล้าละลัง ลูกเพิ่งคลอด สุภาพบุรุษผู้ที่รับผิดชอบสูงสุด เวลาลูกคลอดมา อยากเห็นหน้าลูกไหม ไอ้พวกบ้าเห่อ ลูกคนแรกก็เห่อกันน่าดูเลย เจ้าชายสิทธัตถะเวลาลูกคลอดแล้วไม่มีโอกาสได้ไปดู ต้องออกไปแสวงหาโมกขธรรม ทุกข์ไหม ไปประพฤติปฏิบัติอยู่อีก ๖ ปีกับเจ้าลัทธิต่างๆ ที่เขาสอนสำมะเลเทเมา ไปกับเขา ฝึกกับเขา ทำกับเขา ๖ ปี ทุกข์ไหม

แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันเพ็ญเดือน ๖ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ สำรอกคายกิเลสออกทั้งหมดแล้วเกิดวิมุตติสุข มันแตกต่างกันอย่างใด

เวลาจิตใจที่มันทุกข์มันยาก ทั้งชีวิตของเรามันแบกหามมา ทุกคนก็รู้ เวลามันสลัดออกไปแล้ว ที่มันเป็นวิมุตติสุข เราไม่รู้ได้อย่างไร ก็เราแบกหามของเรามา แล้วเวลาเราสละไปแล้วเราไม่รู้ได้อย่างไร นี่ไง หัวใจดวงใดที่มีมรรคมีผล หัวใจที่มีมรรคมันก็มีผลอย่างนี้

นี่ไง วันนี้วันพระๆ เราทำบุญกุศลของเรา ทำบุญกุศลของเราเพื่อสร้างบุญกุศลของเรา เพื่อสร้างอำนาจวาสนาบารมีให้หัวใจมันเป็นสาธารณะ ให้หัวใจมันฟังเหตุฟังผล แล้วเราพยายามรักษาศีลของเราให้เป็นความปกติของใจ แล้วเราพยายามหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ไม่ต้องไปน้อยเนื้อต่ำใจกับใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนเกิดมาเหมือนกัน เกิดมามีปากมีท้องเหมือนกัน เกิดมาเป็นญาติกันโดยธรรม ต้องแสวงหาปากกัดตีนถีบเพื่อหาปัจจัย ๔ เหมือนกัน เพียงแต่หัวใจของใครมันมีอำนาจวาสนาบารมี มันแสวงหาโอกาส อยู่ที่ไหนมันก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธได้ จะทำสิ่งใดมันก็ทำของมันได้ถ้ามันมีสติมีปัญญา

ถ้ามันคิดน้อยเนื้อต่ำใจ มันทำไม่ได้ เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นกิเลส มันเหยียบย่ำหัวใจดวงนี้ ทั้งๆ ที่ทุกๆ คนเกิดมาก็หายใจเข้าหายใจออกเหมือนกัน แต่คนที่มีสติปัญญา หายใจเข้าหายใจออกมันก็กลับเป็นประโยชน์กับใจดวงนั้นไง แต่ถ้าคนที่จิตใจอ่อนแอ หายใจเข้าและหายใจออกไม่เป็นประโยชน์สิ่งใดๆ เลย แล้วยังมีแต่ความทุกข์ความยากในหัวใจตลอดเวลา

ถ้ามันฝึกหัดหัวใจอย่างนี้มันเป็นประโยชน์กับเรา แล้วเวลาทำมาที่เรา ถ้ามีศีลมีธรรมแล้วเราซื่อสัตย์ เราไม่ใช่สัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง ทุศีล แล้วไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเป็นบาปเป็นกรรมของตน

เราทำคุณงามความดีของเรา ใครจะถากจะถางนั่นมันเรื่องข้างนอก โลกธรรม ๘ เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะรักษาหัวใจของเราไง

มีเพชรมีพลอย เขาเก็บไว้ในตู้เซฟกัน ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เรามีหัวใจของเรา เราจะรักษาของเราด้วยศีลด้วยธรรม หัวใจของเรา เราจะดูแล เราจะรักษา เราจะทำความสะอาด เราจะคอยดูแลหัวใจดวงนี้ให้ผ่องแผ้ว จะทำหัวใจดวงนี้ให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้หัวใจดวงนี้เป็นสมบัติของเรา ให้หัวใจดวงนี้มีคุณธรรมในใจดวงนี้เพื่อประโยชน์กับใจของเรา เอวัง